Dofollow vs. Nofollow Links คืออะไร? ทำไมคนทำ SEO ต้องรู้

Dofollow vs. Nofollow Links คืออะไร? ทำไมคนทำ SEO ต้องรู้

Table of Contents

Key Takeaway

  • Dofollow คือลิงก์ที่ส่งต่อค่าพลัง ช่วยดันอันดับโดยตรง ส่วน Nofollow จะมีโค้ดกำกับเพื่อบอก Google ว่าไม่ต้องส่งต่อพลัง SEO ทั้งคู่ต่างกันที่การส่งผ่านความน่าเชื่อถือในระบบค้นหา
  • Dofollow ช่วยดัน Ranking ให้สูงขึ้น ขณะที่ Nofollow ช่วยสร้างสมดุลให้โปรไฟล์ลิงก์ดูเป็นธรรมชาติ (Natural Link Profile) ป้องกันความเสี่ยงจากการถูก Google เพ่งเล็งเรื่องการปั่นอันดับ
  • ใช้ Dofollow กับคอนเทนต์คุณภาพ หรือเว็บพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ และเลือกใช้ Nofollow กับลิงก์โฆษณา ช่องคอมเมนต์ หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ Search Engine
  • Backlinks คือหัวใจของความน่าเชื่อถือ โดย Dofollow ทำหน้าที่เป็นคะแนนโหวตเพิ่มพลังให้เว็บไซต์โดยตรง ส่วน Nofollow แม้ไม่ส่งพลังแต่ช่วยดึง Traffic และสร้างการรับรู้แบรนด์ได้เยอะ

การแข่งขัน SEO ไม่ได้วัดกันที่ใครมีลิงก์เยอะกว่า แต่อยู่ที่ใครจัดวางโครงข่ายได้มีชั้นเชิงกว่า Dofollow vs Nofollow Links คือประเภทลิงก์ที่มีผลต่อ SEO ซึ่งเปรียบเสมือนคะแนนโหวตคนละรูปแบบ โดย Dofollow จะส่งค่า Link Juice ช่วยดันอันดับให้ขยับสูงขึ้น ส่วน Nofollow แม้ไม่ส่งค่าพลังโดยตรง แต่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและสมดุลให้เว็บไซต์

การเข้าใจความต่างนี้จะเปลี่ยนวิธีทำ Backlink ให้เป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม มาเจาะลึกกลยุทธ์การใช้ลิงก์ทั้งสองแบบให้ลงตัวเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกันเลย!

Dofollow vs. Nofollow Links คืออะไร?

Dofollow Link

  • ลิงก์มาตรฐานที่ส่งพลัง SEO (Link Juice) ไปยังเว็บไซต์ปลายทาง เปรียบเสมือนการการันตีความน่าเชื่อถือให้กันแบบเต็มตัว
  • ในทางเทคนิค ลิงก์ประเภทนี้จะไม่มีโค้ด rel=”nofollow กำกับอยู่ ทำให้ Bot ของ Google สามารถไต่ตามลิงก์ไปเก็บข้อมูลได้อย่างอิสระ
  • เป็นปัจจัยหลักที่ Google ใช้เป็นสัญญาณจัดอันดับ ยิ่งได้ Dofollow จากเว็บที่มีคุณภาพสูง อันดับก็ยิ่งพุ่งได้ไวขึ้น

Nofollow Link

  • ลิงก์ที่ไม่ส่งค่า SEO ให้กันโดยตรง แม้คนจะยังคลิกผ่านลิงก์ได้ปกติ แต่ในเชิงคะแนน Google จะมองข้ามการส่งต่อพลังในส่วนนี้ไป
  • สังเกตได้จากการใช้ attribute rel=”nofollow แฝงอยู่ในโค้ด ซึ่งเป็นการสร้างกำแพงกั้นคะแนนระหว่างสองเว็บไซต์
  • ทำหน้าที่บอก Google ว่าไม่ต้องส่งค่าพลัง หรือไม่ต้องการการันตีความน่าเชื่อถือให้เว็บนั้นแบบ 100% มักใช้กับลิงก์ในคอมเมนต์ โซเชียลมีเดีย หรือเนื้อหาที่ได้รับการจ้าง (Sponsored)

Dofollow vs. Nofollow Links ต่างกันอย่างไร

Dofollow vs. Nofollow Links ต่างกันอย่างไร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับโค้ดตัวเล็กๆ หลังลิงก์ มาดูตารางเปรียบเทียบกันชัดๆ กัน

หัวข้อเปรียบเทียบDofollow LinkNofollow Link
การส่งต่อ Link Juice (พลัง SEO)ส่งต่อพลังเต็มที่เพื่อช่วยดันอันดับไม่ส่งต่อพลังโดยตรงไปยังเว็บปลายทาง
HTML Attributeไม่มีโค้ดพิเศษ (มาตรฐาน)มีโค้ด rel=”nofollow กำกับ
ผลต่ออันดับ (Ranking)มีผลโดยตรงและช่วยให้ติดหน้าแรกไวขึ้นมีผลน้อยมากในเชิงการทำอันดับโดยตรง
ความน่าเชื่อถือ (Trust)เป็นการการันตีคุณภาพของเว็บปลายทางเป็นการบอกว่า “รู้จักแต่ไม่ขอรับรอง”
การเข้าถึงของ Google BotBot จะไต่ตามลิงก์ไปเก็บข้อมูล (Crawl)Bot รับรู้ว่ามีลิงก์แต่จะไม่ให้คะแนนความเกี่ยวข้อง

แล้วควรเลือกอะไรดีกว่า? คำตอบคือ “ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน 100%” เพราะเป้าหมายของการทำ SEO ในปี 2026 คือการทำให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดในสายตาอัลกอริทึม

  • ต้องใช้ผสมกัน (Natural Link Profile) ถ้าเว็บไซต์มีแต่ Dofollow Link ล้วนๆ Google อาจมองว่ากำลังพยายามปั่นอันดับและมีโอกาสถูกแบนง่ายขึ้น
  • Nofollow ก็มีประโยชน์ แม้จะไม่ช่วยดันอันดับโดยตรง แต่ Nofollow จากเว็บดังๆ (เช่น Wikipedia หรือ Social Media) ช่วยดึง Traffic คุณภาพ และสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปัจจัยทางอ้อมที่ทำให้ SEO แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว

การมีสัดส่วนลิงก์ที่หลากหลาย ทั้งจากบทความ (Dofollow) และจากฟอรัมหรือโซเชียล (Nofollow) จะช่วยส่งสัญญาณให้ Google เห็นว่าเว็บของคุณโด่งดังแบบออร์แกนิกจริงๆ

ทำไม Dofollow และ Nofollow Links ถึงสำคัญกับ SEO

  • Google มองลิงก์เป็น “ความน่าเชื่อถือ” ทุกลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บเราเปรียบเสมือนการโหวตคะแนน ยิ่งมีลิงก์จากเว็บที่มีคุณภาพ (High Authority) ส่งมามากเท่าไร ความเชื่อมั่นที่ Google มีต่อเนื้อหาก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการขยับอันดับให้ดีขึ้นกว่าเดิม
  • การสร้าง Natural Link Profile สิ่งสำคัญของการทำ SEO ที่ยั่งยืนคือความสมดุล การมีแต่ลิงก์ Dofollow อย่างเดียวอาจดูผิดธรรมชาติและเสี่ยงถูกมองว่าจ้างทำลิงก์ การมีทั้ง Dofollow + Nofollow ผสมผสานกัน คือกลยุทธ์ที่ทำให้โปรไฟล์ลิงก์ดูน่าเชื่อถือและปลอดภัย
  • ดูเป็นธรรมชาติในสายตา Algorithm การได้รับลิงก์ Nofollow จากโซเชียลมีเดียหรือฟอรัมต่างๆ แม้จะไม่ส่งค่าพลัง SEO โดยตรง แต่เป็นการยืนยันว่า แบรนด์มีการพูดถึงจริงๆ ในโลกออนไลน์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ Authority ของเว็บไซต์ในระยะยาว

Dofollow และ Nofollow Links ใช้งานอย่างไร

ใช้ Dofollow เมื่อไร

ควรใช้กับลิงก์ที่เราต้องการรับรองคุณภาพให้กับเว็บปลายทางจริงๆ หรือเป็นเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกัน

  • Content Backlink เมื่อมีการอ้างอิงเนื้อหาที่มีประโยชน์จากเว็บไซต์อื่นภายในบทความ
  • Guest Post การไปเขียนบทความคุณภาพบนเว็บไซต์อื่นเพื่อแลกเปลี่ยนฐานผู้ชมและพลัง SEO
  • PR Article บทความประชาสัมพันธ์หรือข่าวสารที่ต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ผ่านเว็บไซต์อื่น

ใช้ Nofollow เมื่อไร

ควรใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงและทำตามคำแนะนำของ Google ในกรณีที่ลิงก์นั้นไม่ได้เกิดจากเราโดยตรง

  • Paid Link ลิงก์ที่มาจากการซื้อโฆษณาหรือ Sponsor (ควรใช้ rel=”sponsored” ควบคู่ไปด้วย)
  • Comment ป้องกันไม่ให้พวกบอตสแปมมาฝากลิงก์ขยะไว้ใต้บทความเพื่อแอบขโมยพลัง SEO ของเว็บเรา
  • Social Media ลิงก์ที่แชร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ มักถูกตั้งค่าเป็น Nofollow เพื่อความเป็นระเบียบของระบบ

ตัวอย่างโค้ดที่นักการตลาดควรรู้

  • Dofollow (แบบมาตรฐาน) <a href=”https://yourwebsite.com”>ชื่อลิงก์</a>
  • Nofollow (แบบระบุชัดเจน)<a href=”https://yourwebsite.com” rel=”nofollow“>ชื่อลิงก์</a>

Dofollow และ Nofollow Links เกี่ยวกับ Backlinks อย่างไร

Dofollow และ Nofollow Links เกี่ยวกับ Backlinks อย่างไร

ถ้าจะพูดถึงการทำ SEO ให้แข็งแกร่ง สิ่งสำคัญที่หนีไม่พ้นเลยคือเรื่อง Backlink หรือการที่มีเว็บไซต์อื่นลิงก์กลับมาหาเรา เหมือนใบเบิกทางที่บอก Search Engine ว่าคอนเทนต์ของเราน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงภายในกันเอง (Internal Link) หรือการได้ลิงก์จากภายนอก (External Link) ประเภทของลิงก์ที่ได้รับจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของค่าพลังที่จะไหลเข้าสู่เว็บไซต์

ทุกลิงก์ที่เชื่อมโยงกลับมาไม่ใช่แค่ทางผ่านของผู้ใช้งาน แต่คือการส่งต่อความเชื่อมั่นในเชิงเทคนิค แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักที่มีหน้าที่ต่างกันชัดเจน

Backlinks แบบ Dofollow

นี่คือพลังที่นักทำ SEO ทุกคนต้องการมากที่สุด เพราะคือการส่งค่าพลัง SEO มาให้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากเว็บต้นทางมาสู่เว็บของเรา มีผลโดยตรงต่อการจัดอันดับ (Ranking) Google จะนับลิงก์ประเภทนี้เป็นคะแนนโหวต ยิ่งได้ Dofollow จากเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงและเกี่ยวข้องกับเนื้อหา อันดับของคุณก็ยิ่งมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นไวขึ้นเท่านั้น

Backlinks แบบ Nofollow

แม้ในเชิงเทคนิค Google จะถูกสั่งว่าไม่ต้องส่งต่อคะแนนให้เว็บนี้ แต่อย่าเพิ่งมองว่าไร้ค่า เพราะความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหลังบ้านอย่างเดียว แต่ช่วยเรื่อง Traffic และการสร้าง Brand ลิงก์จากโซเชียลมีเดีย กระทู้พันทิป หรือเว็บข่าวใหญ่ๆ มักเป็น Nofollow

สิ่งที่จะได้กลับมาคือจำนวนคนคลิกเข้าเว็บและการทำให้ชื่อแบรนด์ผ่านตาผู้ชมบ่อยขึ้น เป็นปัจจัยทางอ้อมที่ช่วยเสริมให้ SEO โดยรวมดูเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือในระยะยาว

Dofollow vs. Nofollow Links ส่งผลต่อ SEO อย่างไร

แม้ปลายทางของทั้งสองลิงก์จะพาผู้ใช้ไปที่หน้าเว็บเหมือนกัน แต่ในมิติของ SEO ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกัน

ผลต่อ Ranking

  • Dofollow เห็นผลลัพธ์โดยตรง นี่คือคะแนนโหวตที่มีน้ำหนักมากที่สุดในระบบของ Google ยิ่งได้รับลิงก์ประเภทนี้จากเว็บไซต์ที่มี Authority สูง อันดับจะมีโอกาสขยับขึ้นเร็วขึ้น เพราะเป็นการส่งต่อค่าพลังความน่าเชื่อถือมาให้โดยตรง
  • Nofollow ส่งผลทางอ้อม แม้อัลกอริทึมจะไม่นับเป็นคะแนนโหวตดิบในการดันอันดับ แต่ Google ในปี 2026 ใช้ลิงก์เหล่านี้เป็นคำใบ้ (Hints) เพื่อทำความเข้าใจบริบทความเกี่ยวข้องกันของเนื้อหา ช่วยให้ระบบค้นหาเข้าใจโครงสร้างความนิยมของเว็บได้ดีขึ้น

ผลต่อ Traffic

Nofollow ก็สามารถสร้าง Traffic ได้ ผู้ใช้งานทั่วไปไม่สามารถมองเห็นได้ว่าลิงก์ไหนคือ Dofollow หรือ Nofollow ดังนั้น ถ้าลิงก์ไปอยู่ในจุดที่ผู้ใช้มองเห็นและสนใจ เช่น ในกระทู้ดังหรือบทความรีวิว จำนวนผู้ใช้ที่จะคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ก็ยังเยอะ ซึ่ง Traffic คุณภาพเหล่านี้ส่งผลบวกต่อ SEO ในระยะยาว

ผลต่อ Brand

ลิงก์เยอะเท่ากับความน่าเชื่อถือสูง การกระจายตัวของลิงก์ในที่ต่างๆ ทั่วโลกออนไลน์ช่วยสร้าง Brand Awareness ได้ดี เมื่อผู้ใช้เห็นลิงก์ของแบรนด์คุณบ่อยๆ จะเกิดความรู้สึกคุ้นเคยและมองว่าแบรนด์เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์สูงขึ้นในความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย

เทคนิคใช้ Dofollow และ Nofollow Links ให้ได้ผล

เทคนิคใช้ Dofollow และ Nofollow Links ให้ได้ผล

การจัดการลิงก์ในยุค 2026 ต้องเน้นความแนบเนียนและคุณภาพเป็นหลัก เพื่อให้เว็บไซต์เติบโตอย่างยั่งยืนในสายตาของอัลกอริทึมที่ฉลาดขึ้นทุกวัน

สร้าง Backlinks คุณภาพ

การได้ลิงก์ Dofollow จากเว็บไซต์ที่มี Authority สูง หรือเว็บที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ มีค่ามากมาย เพราะ Google จะมองว่าเว็บระดับสูงกำลังรับรองคุณภาพให้โดยตรง การมีลิงก์คุณภาพดีแค่ไม่กี่ลิงก์จึงส่งผลบวกต่ออันดับได้มากกว่าลิงก์จากเว็บทั่วไปจำนวนมาก

กระจายลิงก์ให้เป็นธรรมชาติ

หนึ่งในสัญญาณอันตรายที่ Google มักจะจับตามองคือเว็บไซต์ที่มีแต่ Dofollow ล้วนๆ ดังนั้น ไม่ควรใช้ Dofollow 100% แต่ต้องมีการผสมผสานลิงก์ Nofollow จากโซเชียลมีเดีย เว็บบอร์ด หรือกระทู้ต่างๆ เข้าไปด้วย เพื่อสร้าง Natural Link Profile ที่ดูเหมือนว่าผู้ใช้แชร์เนื้อหาไปใช้จริงๆ ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจปั่นลิงก์ 

เลือก Anchor Text ให้เหมาะ

การทำลิงก์ต้องระวังไม่ให้ดูเหมือนเน้น Keyword มากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำเดิมซ้ำๆ ในทุกลิงก์ (Keyword Spamming) แต่ควรสลับไปใช้ชื่อแบรนด์ URL เว็บไซต์ตรงๆ หรือคำทั่วไปที่อ่านแล้วลื่นไหล เพื่อให้ดูเป็นการอ้างอิงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่ถูกมองว่าเป็นสแปม

Link Juice คืออะไร? ทำงานอย่างไร

Link Juice คือศัพท์ในวงการ SEO ที่ใช้เรียก “พลังความน่าเชื่อถือ” (Equity / Authority) ที่ส่งผ่านจากเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่งผ่านลิงก์ ยิ่งเว็บไซต์ต้นทางมีความน่าเชื่อถือสูง พลังที่ส่งต่อมาก็จะยิ่งเข้มข้นและช่วยดันอันดับให้เว็บปลายทางได้ดีขึ้น

การส่งต่อพลังนี้จะทำงานในรูปแบบจากเว็บต้นทางไปสู่เว็บปลายทาง โดยจะไหลผ่านเฉพาะ Dofollow Link เท่านั้น นึกภาพว่าทุกลิงก์คือท่อส่งน้ำ ถ้าเป็น Dofollow วาล์วน้ำจะเปิดออกเพื่อให้พลังงานไหลไปเติมเต็มหน้าเว็บอื่น ยิ่งหน้าเว็บนั้นได้รับ Link Juice จากแหล่งที่หลากหลายและมีคุณภาพสูง คะแนน Ranking ของหน้านั้นก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

Nofollow มีผลกับ Link Juice ไหม?

  • โดยตรง (ไม่มี) Nofollow ทำหน้าที่เหมือนวาล์วที่ปิดสนิท แม้จะเห็นท่อเชื่อมต่อกันแต่ไม่มีพลัง SEO ไหลผ่านไปได้ Google จะไม่นำลิงก์นี้ไปคำนวณเพื่อเพิ่มอันดับให้เว็บปลายทาง
  • โดยอ้อม (มีผล) แม้จะไม่ส่งพลังโดยตรง แต่ Nofollow มีหน้าที่สำคัญในการช่วยให้ Link Profile ดูเป็นธรรมชาติ เพราะในโลกของความจริงพลังงานไม่ควรไหลไปทางเดียวหรือเป็นรูปแบบเดิมซ้ำๆ การมี Nofollow ผสมอยู่จะช่วยลดความเสี่ยงถูกเพ่งเล็งเรื่องการปั่นค่าพลัง และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์ในภาพรวม

สรุป

สิ่งสำคัญของการทำ Link Building คือการบริหารความสมดุลระหว่าง Dofollow ที่ทำหน้าที่ส่งต่อค่าพลังเพื่อผลักดันอันดับเว็บไซต์โดยตรง และ Nofollow ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือพร้อมดึง Traffic คุณภาพแบบเป็นธรรมชาติ การเลือกใช้ Dofollow ในคอนเทนต์อ้างอิงและ Nofollow ในช่องทางโซเชียลหรือโฆษณา จะช่วยสร้าง Natural Link Profile ที่แข็งแกร่งและปลอดภัยจากการถูกทำโทษโดยอัลกอริทึม การทำทั้งสองส่วนควบคู่กันจึงเป็นกลยุทธ์ที่จะพาเว็บไซต์ไปสู่หน้าแรกอย่างยั่งยืนในยุค 2026

ถ้าอยากวางกลยุทธ์ Backlink ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย Minimice Group บริษัทรับทำ SEO พร้อมให้คำปรึกษาด้วยบริการ Professional Link Building ที่เน้นคุณภาพและความเป็นธรรมชาติ ช่วยปรับโครงสร้างลิงก์ทั้งภายในและภายนอกเพื่อยกระดับอันดับเว็บไซต์ของคุณอย่างมั่นคง ติดต่อหาเราเพื่อเริ่มสร้างโครงข่ายลิงก์ที่ทรงพลังได้เลย!

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dofollow vs. Nofollow Links (FAQ)

ถ้าไม่ใส่ Tag อะไรเลย ลิงก์นั้นจะเป็น Dofollow โดยอัตโนมัติไหม?

ใช่แล้ว ปกติลิงก์มาตรฐานใน HTML จะเป็น Dofollow โดยอัตโนมัติ ถ้าไม่มี Attribute กำกับไว้ เพราะระบบค้นหาถูกตั้งค่าให้ไต่ตามลิงก์เพื่อเก็บข้อมูลและส่งต่อค่าพลังความน่าเชื่อถือเป็นค่าเริ่มต้น เพื่อช่วยให้การจัดลำดับข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว

เช็กอย่างไรว่าลิงก์ที่ได้เป็น Dofollow หรือ Nofollow?

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการคลิกขวาแล้วเลือก “Inspect” (ตรวจดู) เพื่อส่องโค้ด HTML ของลิงก์นั้น ถ้ามีคำว่า rel=”nofollow” ปรากฏอยู่ แสดงว่าเป็น Nofollow แต่ถ้าไม่มีโค้ดส่วนนี้กำกับอยู่ ก็ให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นลิงก์ส่งพลังแบบ Dofollow แน่นอน

ลิงก์จาก Facebook, YouTube หรือ Social Media เป็น Dofollow หรือ Nofollow?

โดยส่วนใหญ่ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะตั้งค่าลิงก์เป็น Nofollow ทั้งหมด เพื่อป้องกันสแปมและการปั่นอันดับแบบผิดกฎ แม้จะไม่ช่วยดันอันดับโดยตรงผ่านค่าพลัง แต่ก็เป็นช่องทางหลักในการดึงผู้ใช้งานให้เข้ามายังเว็บไซต์ได้เยอะ

Internal Link จำเป็นต้องมี Nofollow ไหม?

ไม่จำเป็นและไม่ควรทำ เพราะลิงก์ภายใน หรือ Internal Link คือการกระจายค่าพลังความน่าเชื่อถือให้ทั่วถึงทุกหน้าในเว็บ การใส่ Nofollow จะเป็นการกั้นทางเดินของพลังงาน ทำให้หน้าเว็บอื่นๆ โตช้าลงโดยไม่จำเป็น

ถ้าใช้ Link Shortener เสียค่าพลัง Dofollow ไปไหม?

ถ้าผู้ให้บริการย่อลิงก์ใช้การ Redirect แบบ 301 ค่าพลังเกือบทั้งหมดจะยังถูกส่งผ่านไปยังปลายทางได้ แต่การใช้ลิงก์ตรงที่ระบุ Dofollow จะมีความเสถียรและช่วยให้ระบบค้นหาทำงานได้ง่ายกว่าผ่านตัวกลางหลายขั้นตอน

Sakkasem B.

Sakkasem B.

SEO Specialist

SEO Specialist at Minimice Group. Expert in comprehensive SEO strategies, including technical optimization, targeted keyword research, and link building, to drive high-quality organic traffic and achieve top search engine rankings.

ให้ธุรกิจของคุณเติบโตแบบก้าวกระโดดไปกับทีมการตลาดมืออาชีพ
รับการตอบกลับภายใน 2 ชั่วโมง
รับการตอบกลับภายใน 2 ชั่วโมง