ROAS vs ROI คืออะไร? ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดีต่อธุรกิจคุณ

ROAS vs ROI คืออะไร? ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดีต่อธุรกิจคุณ

Table of Contents

Key Takeaway

  • ROAS คือตัวชี้วัดความคุ้มค่าของการซื้อสื่อโฆษณา โดยประเมินว่าเงินที่จ่ายให้แพลตฟอร์มสร้างยอดขายกลับมาเท่าไร เพื่อดูประสิทธิภาพเฉพาะแคมเปญนั้นๆ
  • ROI คือตัวชี้วัดผลกำไรสุทธิในภาพรวม โดยหักลบต้นทุนทุกมิติ (ค่าโฆษณา ต้นทุนสินค้า ค่าใช้จ่ายแฝง) เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนทั้งธุรกิจ
  • ROAS เหมาะกับนักการตลาดและคนยิงแอด ใช้มอนิเตอร์แคมเปญรายวัน เพื่อตัดสินใจเพิ่มงบตัวที่ทำยอดขายได้ดี หรือปิดแอดตัวที่กินเงินฟรี ส่วน ROI เหมาะกับเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ใช้ประเมินสุขภาพทางการเงินรายเดือนหรือรายปี เพื่อดูว่าธุรกิจมีกำไรที่แท้จริงและควรลงทุนต่อหรือไม่

หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของเจ้าของธุรกิจอย่างเช่น “ยอดขายโฆษณาดี แต่เมื่อหักลบกลบหนี้ตอนสิ้นเดือน แทบไม่เหลือผลกำไรที่เป็นตัวเงินจริงๆ เลย” และคุ้มค่าจริงไหม? หนึ่งในค่าที่ใช้ชี้วัดบ่อยๆ อย่าง ROAS กับ ROI หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นค่าเดียวกัน หรือใช้แทนกันได้ แต่จริงๆ แล้วทั้งสองค่านี้มีความแตกต่างกัน บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ ROAS คืออะไร ROI คืออะไร แล้ว ROAS vs ROI ต่างกันอย่างไร มาดูพร้อมกันได้เลย!

ROAS คืออะไร

ROAS คืออะไร

ROAS (Return on Ad Spend) คือตัวชี้วัดประสิทธิภาพระดับแคมเปญที่นักการตลาดใช้เพื่อประเมินว่า เงินที่จ่ายให้กับแพลตฟอร์มฆษณา เช่น Facebook Ads, Google Ads หรือ TikTok Ads สร้างรายได้กลับมาคุ้มค่าหรือไม่ การประเมิน ROAS จะวัดจากรายได้ที่เกิดจากโฆษณาหารด้วยต้นทุนค่าโฆษณา เพื่อดูว่าแคมเปญนั้นๆ สร้างยอดขายโดยตรงได้ดีแค่ไหน 

ทำให้สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าควรเพิ่มงบ (Scale) หรือปิดโฆษณาตัวที่ไม่ได้ผลทิ้ง ข้อมูลส่วนนี้จึงเป็นภาพย่อยที่เน้นเฉพาะความสำเร็จของการทำสื่อโฆษณา โดยยังไม่ได้หักลบต้นทุนทางธุรกิจอื่นๆ

ROI คืออะไร

ROI (Return on Investment) คือตัวชี้วัดผลตอบแทนในภาพรวมของธุรกิจ เพื่อประเมินว่าการลงทุนทั้งหมดสร้างกำไรสุทธิจริงๆ เท่าไร โดยการคำนวณ ROI ไม่ได้คิดแค่ค่าโฆษณา แต่ต้องนำต้นทุนทุกอย่างที่เกี่ยวข้องมาคำนวณรวมด้วย เช่น ต้นทุนสินค้า (COGS) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงาน ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าจัดส่ง และค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่นๆ 

ความแตกต่างที่สำคัญคือ แม้ว่าแคมเปญจะมีค่า ROAS สูง (โฆษณาขายของได้เยอะ) แต่เมื่อนำมาคำนวณเป็น ROI แล้ว ธุรกิจก็อาจจะยังขาดทุนได้หากบริหารต้นทุนส่วนอื่นได้ไม่ดีพอ ตัวชี้วัดนี้จึงเป็นตัวชี้ชะตาความอยู่รอดและผลกำไรที่แท้จริงของกิจการ

เปรียบเทียบ ROAS vs ROI แตกต่างกันอย่างไร

เปรียบเทียบ ROAS vs ROI แตกต่างกันอย่างไร

ROAS

  • วัดประสิทธิภาพเฉพาะแคมเปญโฆษณา ว่าเงินที่จ่ายให้แพลตฟอร์มสร้างยอดขายกลับมาเท่าไร
  • คำนวณจากรายได้จากโฆษณา หารด้วยต้นทุนค่าโฆษณา
  • ไม่รวมต้นทุนแฝงอื่นๆ เช่น ค่าผลิตสินค้า ค่าจ้างพนักงาน หรือค่าจัดส่ง
  • เป้าหมายหลักคือการดูความคุ้มค่าของการซื้อสื่อโฆษณา (Media Buying) เพื่อสร้างยอดขายเบื้องต้น

ROI

  • วัดผลตอบแทนในภาพรวมของธุรกิจ หรือการลงทุนในโปรเจกต์ระดับองค์กร
  • คำนวณจากกำไรสุทธิ หารด้วยต้นทุนรวมทั้งหมด
  • หักลบต้นทุนทุกประเภทแล้ว ทั้งค่าโฆษณา ต้นทุนขาย (COGS) ต้นทุนคงที่ และค่าใช้จ่ายบริหารจัดการ
  • เป้าหมายหลักคือการหากำไรที่แท้จริง (Net Profit) เพื่อประเมินความอยู่รอดของกิจการ

ROAS vs ROI เหมาะกับใคร เลือกใช้อย่างไร

ROAS

  • กลุ่มคนที่ควรใช้ นักการตลาด (Marketer) ผู้ยิงแอด (Media Buyer) หรือเอเจนซีโฆษณา
  • ธุรกิจที่ควรใช้ ธุรกิจสาย E-commerce หรือธุรกิจที่พึ่งพาการยิงแอดออนไลน์เพื่อสร้างยอดขาย
  • วิธีเลือกใช้ ใช้ประเมินและปรับปรุงแคมเปญแบบวันต่อวัน เพื่อตัดสินใจ เพิ่มงบ (Scale) ในโฆษณาที่ทำงานดี หรือปิดโฆษณาที่กินเงินฟรี

ROI

  • กลุ่มคนที่ควรใช้ เจ้าของกิจการ (Business Owner) ผู้บริหารระดับสูง (C-Level) และนักลงทุน (Investor)
  • ธุรกิจที่ควรใช้ ทุกธุรกิจที่ต้องการวัดความสำเร็จของการทำธุรกิจในภาพรวม หรือประเมินแผนการลงทุนระยะยาว
  • วิธีเลือกใช้ ใช้สรุปผลประกอบการรายเดือนหรือรายปี เพื่อดูสุขภาพทางการเงิน และตัดสินใจว่าโปรเจกต์หรือธุรกิจนี้ควรดำเนินการต่อไปหรือไม่

เทคนิคคำนวณ ROAS กับ ROI เริ่มต้นอย่างไร พร้อมตัวอย่าง

เทคนิคคำนวณ ROAS กับ ROI เริ่มต้นอย่างไร พร้อมตัวอย่าง 

วิธีคำนวณ ROAS

การคำนวณ ROAS จะโฟกัสแค่ยอดขายที่มาจากแคมเปญโฆษณา เทียบกับเงินค่ายิงแอดที่จ่ายไปเท่านั้น โดยยังไม่นำต้นทุนส่วนอื่นของธุรกิจมาคิดรวม

สูตรคำนวณ

ROAS = (รายได้จากการโฆษณา ÷ ต้นทุนค่าโฆษณา) x 100 (เพื่อทำเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือเรียกหน่วยเป็น “เท่า” ได้)

ตัวอย่าง 

ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ยิงโฆษณาผ่าน TikTok Ads โดยใช้งบไป 20,000 บาท ระบบหลังบ้านเก็บข้อมูลได้ว่า โฆษณาตัวนี้สร้างยอดขายเสื้อผ้าได้ทั้งหมด 100,000 บาท

วิธีคิด 100,000 ÷ 20,000 = 5

สรุป… ค่า ROAS ของแคมเปญนี้คือ 5 เท่า (หรือ 500%) อธิบายง่ายๆ คือจ่ายค่าโฆษณาไป 1 บาท จะได้ยอดขายกลับมา 5 บาท

วิธีคำนวณ ROI

การคำนวณ ROI จะต้องมองในมุมของนักลงทุน คือต้องหากำไรสุทธิ (Net Profit) ออกมาให้ได้ก่อน แล้วจึงนำไปหารกับต้นทุนรวมทั้งหมดของธุรกิจ

สูตรคำนวณ 

ROI = [(รายได้รวม – ต้นทุนรวมทั้งหมด) ÷ ต้นทุนรวมทั้งหมด] x 100

ตัวอย่าง

ร้านเสื้อผ้ามียอดขายรวม 100,000 บาท นำมาแจกแจง ต้นทุนรวมทั้งหมด พบว่าอยู่ที่ 80,000 บาท ประกอบไปด้วย 

  • ค่าโฆษณา (Ad Spend) = 20,000 บาท
  • ต้นทุนผลิตเสื้อผ้า (COGS) = 40,000 บาท
  • ค่ากล่องพัสดุและค่าจัดส่ง = 10,000 บาท
  • ค่าจ้างแอดมินตอบแชต = 10,000 บาท
  • กำไรสุทธิ 100,000 – 80,000 = 20,000 บาท

วิธีคิด (20,000 ÷ 80,000) x 100 = 25

สรุป ค่า ROI ของธุรกิจนี้คือ 25% หมายความว่าทุกๆ เงินลงทุน 100 บาทที่ลงไปกับธุรกิจนี้จะสร้างผลกำไรสุทธิกลับคืนมา 25 บาท

ROAS ควรเป็นเท่าไรถึงเรียกว่าดี?

โดยทั่วไป ในวงการ E-commerce และการตลาดออนไลน์ มักตั้งค่ามาตรฐานที่ 4:1 (หรือ 400%) แต่ในความเป็นจริงไม่มีตัวเลขที่ตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นอยู่กับอัตรากำไรขั้นต้น (Profit Margin) ของสินค้า

  • หากสินค้ามีกำไรต่อชิ้นสูง เช่น คอร์สออนไลน์ ซอฟต์แวร์ ROAS ที่ 2:1 หรือ 3:1 ก็อาจจะทำกำไรได้แล้ว
  • หากสินค้ามีกำไรต่อชิ้นต่ำ เช่น สินค้านำเข้าขายส่ง ของใช้ทั่วไป อาจต้องทำ ROAS ให้ได้ 5:1 ถึง 10:1 จึงจะรอดพ้นจากการขาดทุน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า ROAS

  • ความน่าสนใจของชิ้นงานโฆษณา รูปภาพ วิดีโอ หรือข้อความที่ใช้เรียกความสนใจจากผู้ใช้งานได้ดีแค่ไหน
  • ความแม่นยำของการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โฆษณาไปแสดงให้ผู้ใช้งานที่พร้อมจ่ายเงินซื้อ หรือแสดงให้ผู้ใช้งานที่ไม่ตรงกลุ่ม
  • ข้อเสนอและราคา โปรโมชั่นดึงดูดใจพอที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อทันทีหรือไม่
  • ความง่ายในการสั่งซื้อ (User Experience/UX) เว็บไซต์โหลดเร็ว หรือขั้นตอนการทักแชตสั่งซื้อสะดวกมากน้อยเพียงใด
  • สภาวะการแข่งขันในตลาด ค่าประมูลโฆษณา (CPM/CPC) ในแพลตฟอร์มนั้นๆ สูงขึ้นตามคู่แข่งที่เพิ่มเข้ามา

ROI ควรเป็นเท่าไรถึงเรียกว่าดี?

เช่นเดียวกับ ROAS ค่า ROI ที่ดีจะแตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรรม ขนาดธุรกิจ และความเสี่ยง กฎเหล็กข้อแรกคือ ต้องมีค่าเป็นบวก (Positive ROI) ธุรกิจทั่วไปอาจตั้งเป้า ROI ไว้ที่ 15% – 20% ต่อปี 

ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น พันธบัตร หรือเงินฝากประจำ แต่สำหรับธุรกิจสตาร์ตอัปที่มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนอาจคาดหวัง ROI ที่สูงทะลุ 50% – 100% เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่แบกรับ

วิธีเพิ่ม ROI ให้ธุรกิจ

  • ควบคุมและปรับลดต้นทุนคงที่ เช่น เจรจาต่อรองค่าเช่าที่ ลดความซ้ำซ้อนของการจ้างงาน หรือหาแหล่งผลิตสินค้า (Supplier) ที่ให้ต้นทุนต่ำลง
  • เพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อต่อบิล ใช้เทคนิคจัดโปรโมชันซื้อคู่ถูกกว่า (Bundle) หรือนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องกัน (Cross-sell/Up-sell) เพื่อให้ลูกค้าจ่ายเงินต่อครั้งมากขึ้นโดยใช้ค่าแอดเท่าเดิม
  • โฟกัสที่การซื้อซ้ำ สร้างระบบสมาชิก (CRM) เพื่อให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อเรื่อยๆ เพราะการขายให้ลูกค้าเก่ามีต้นทุนถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่หลายเท่า
  • บริหารสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสต๊อกของจม (Dead Stock) ที่ทำให้เสียค่าจัดเก็บและสูญเสียสภาพคล่องทางการเงิน

สรุป

ปัญหายอดขายดีแต่ไม่เหลือกำไร เกิดจากความสับสนระหว่าง ROAS vs ROI ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่างกัน โดย ROAS คือตัวชี้วัดระดับแคมเปญที่ช่วยให้นักการตลาดประเมินความคุ้มค่าค่ายิงแอดเพื่อปรับงบได้ทันที ขณะที่ ROI คือตัวชี้วัดภาพรวมธุรกิจที่คิดจากกำไรสุทธิหลังหักต้นทุนทั้งหมด เช่น ค่าผลิต ค่าจ้าง ค่าเช่า เพื่อให้เจ้าของกิจการใช้ดูสภาพความอยู่รอดของธุรกิจ 

ดังนั้น แม้แคมเปญจะมี ROAS สูงแต่ก็อาจขาดทุนได้หากบริหารต้นทุนส่วนอื่นไม่ดีจนทำให้ผลตอบแทนติดลบ การเติบโตที่แท้จริงจึงต้องยิงแอดให้คุ้มค่าควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนและกระตุ้นการซื้อซ้ำเพื่อรักษา ROI ให้เป็นบวกอย่างยั่งยืน

หากกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่จะช่วยให้ก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้า Minimice Group ดิจิทัลเอเจนซี่ชั้นนำพร้อมให้บริการที่เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร ทั้งการวางแผนการตลาดออนไลน์ การทำ SEO รวมถึงการจัดการโฆษณาออนไลน์ ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด พร้อมพาธุรกิจเติบโตแบบวัดผลได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น!

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROAS vs ROI (FAQ)

ค่า ROAS สูงแต่ทำไมธุรกิจยังขาดทุน เพราะอะไร?

สาเหตุหลักคือ ROAS คำนวณเฉพาะค่าโฆษณาโดยไม่ได้นำต้นทุนอื่นมาคิดรวมด้วย หากธุรกิจมีต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าแพ็กเกจจิง หรือค่าบริหารจัดการที่สูงเกินไป แม้โฆษณาจะทำงานได้ดีและสร้างยอดขายได้มาก (ROAS สูง) แต่เมื่อนำรายได้มาหักลบต้นทุนแฝงทั้งหมดแล้วกำไรสุทธิอาจติดลบ ซึ่งทำให้ภาพรวมธุรกิจอยู่ในสภาวะขาดทุน

ถ้าต้องเลือกดูค่าเดียวระหว่าง ROAS กับ ROI ควรเลือกอะไรดี?

ต้องเลือกดู ROI เพราะเป็นตัวชี้วัดที่บอกผลกำไรที่แท้จริงและการอยู่รอดของธุรกิจ ต่อให้แคมเปญการตลาดจะประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่ถ้า ROI ติดลบก็แปลว่าการลงทุนนั้นล้มเหลว ตัวเลข ROI จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการประเมินและตัดสินใจทิศทางของบริษัท

ควรดู ROAS หรือ ROI ก่อน?

ในกระบวนการทำงานจริง ควรดู ROAS ก่อนสำหรับการบริหารจัดการรายวันหรือรายสัปดาห์ เพื่อใช้ปรับแต่งโฆษณา ปิดตัวที่ขาดทุน และเพิ่มงบตัวที่ทำยอดขายได้ดี จากนั้นจึงนำผลลัพธ์มาคำนวณสรุปเป็น ROI ในช่วงสิ้นเดือนหรือสิ้นไตรมาส เพื่อประเมินสุขภาพทางการเงินภาพรวมว่ายอดขายที่หามาได้นั้นเปลี่ยนเป็นกำไรเข้าองค์กรได้ตามเป้าหมายหรือไม่

Sakkasem B.

Sakkasem B.

SEO Specialist

SEO Specialist at Minimice Group. Expert in comprehensive SEO strategies, including technical optimization, targeted keyword research, and link building, to drive high-quality organic traffic and achieve top search engine rankings.

ให้ธุรกิจของคุณเติบโตแบบก้าวกระโดดไปกับทีมการตลาดมืออาชีพ

รับการตอบกลับภายใน 2 ชั่วโมง

รับการตอบกลับภายใน 2 ชั่วโมง